คำคนคม

สมัยที่ยังละอ่อนผมมีงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งอย่างนั่นก็คือการจดบันทึกคำคมที่อ่านพบเจอจากที่ต่างๆ ลงในสมุดบันทึกสีแดงเล่มเล็กของตัวเอง

ถ้าจะแยกกันจริงๆ ก็จะพบว่าคำคมเหล่านั้นมีหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นคำคมที่พูดถึงเรื่องการปลุกเร้าให้เริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง การให้กำลังใจในยามที่ล้มเหลว ข้อคิดในการใช้ชีวิต ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวต่อบุคคลอื่น บ้างก็เป็นคำคมที่พูดถึงเรื่องความรัก ซึ่งในหมวดนี้ก็ยังสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกหลายบริบทด้วยกัน

ผมตั้งหน้าตั้งตาทั้งจดจ้องและจดจำคำคมเป็นเวลาหลายปี รวมแล้วที่บันทึกไว้ก็นับร้อยถ้อยความ ว่างๆ ผมก็จะหยิบคำคมเหล่านี้ขึ้นมาอ่าน นัยว่าสร้างความฮึกเหิมให้กับตัวเอง แต่มาวันหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจว่าวันไหนเหมือนกันอยู่ดีๆ ผมก็เลิกรู้สึกอินกับคำคมขึ้นมาเฉยๆ อาจเป็นเพราะด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะด้วยผมคิดได้ของผมไปว่าคำคมเหล่านั้นตอกย้ำให้รู้ว่าผมเองอ่อนแอแค่ไหน

และสุดท้ายอาจเป็นเพราะผมได้รู้ความจริงว่าคำคมบางคำที่ผมเคยคิดว่ามันช่างเจ๋งและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจอย่างยิ่งนั้น แท้จริงแล้วมันถูกคิดขึ้นมาพูดอย่างจงใจต่างหาก

นับตั้งแต่นั้นผมก็ชักจะเลือนๆ คำคมหลายๆ คำที่เคยท่องจำขึ้นใจไปเป็นจำนวนมาก แต่น่าสนใจตรงที่มีคำคมคำหนึ่งที่ผมไม่เคยลืม

คำคมคำนี้ไม่ได้มาจากปากหรือมาจากปลายปากกาของนักเขียนชื่อดังหรือนักคิดนามอุโฆษคนไหน  แต่มันมาจากบทสนทนาของเด็กแว้นสองคนบนรถเมล์สาย 22 (โพธิ์แก้ว-สาธุประดิษฐ์) ที่มาของคำคมในดวงใจของผม (ที่อาจเป็นคำธรรมดาสำหรับคนอื่น) ก็คือดึกคืนหนึ่งเมื่อราว 5-6 ปีที่แล้ว ผมนั่งอยู่บนรถเมล์สายดังกล่าวอยู่บริเวณเบาะหลังสุดด้านซ้าย ขณะกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของถนนพระราม 4 ก็มีวัยรุ่นชายสองคนเดินมานั่งเบาะข้างๆ และถึงต่อให้ไม่ได้ตั้งใจแต่ด้วยบทสนทนาอันเข้มข้นผมก็ต้องตกเป็นหนึ่งในผู้ฟังของพวกเขาไปอย่างไม่ตั้งใจ

อันที่จริงผมจำบทสนทนานั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ขึ้นใจว่าเขาคุยกันเรื่องการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ทำนองว่าถนนพระราม 4 นี้มันน่าเอารถมาเทสต์แค่ไหน จากนั้นหัวข้อการสนทนาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปคุยถึงเรื่องบรรดานักซิ่งเทพๆ ในวงการแข่งรถใต้ดิน (ความจริงแข่งกันบนดินแต่คำนี้หมายถึงวงการแข่งรถผิดกฎหมาย) พอคุยกันเรื่องนี้จู่ๆ หนึ่งในสองคนนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า…

‘(การแข่งรถ) เดี๋ยวนี้ไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน คนเก่งๆ แม่งตายไปหมดแล้ว’!!!!!

สิ้นประโยคนี้ถนนพระราม 4 ยามค่ำคืนก็คล้ายสว่างโชติช่วงขึ้นในคลองจักษุของผม มันเป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ที่เขาคงไม่ได้ตั้งใจจะคมอะไรมากมาย แต่เขาคงไม่รู้ว่าคำพูดจากเด็กแว้นคนหนึ่งคล้ายๆ จะทำให้ผมบรรลุนิพพานฉบับย่นย่อเสียตรงนั้นให้ได้ สารภาพตามตรงว่านาทีนั้นผมทำอะไรไม่ถูก ในใจอยากจะหันไปมองหน้าเขา แต่ใจหนึ่งก็เกรงจะเป็นการทำให้เข้าใจผิดอันอาจจะก่อให้ผมได้รับอาการบาดเจ็บโดยไม่จำเป็นได้ ผมจึงทำได้แค่เก็บอาการและปล่อยเวลาผ่านไปสักพักก่อนจะทำทีเป็นค่อยๆ หันไปมองหน้าและสบตาเขาเป็นการซูฮกน้อยๆ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ตัว

หน้าตาเขาเป็นอย่างไรถึงวันนี้ผมจำไม่ได้เสียแล้ว แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาในวันนั้นยังติดตรึงอยู่ในหัวใจดวงน้อยๆ ของผมไม่เสื่อมคลาย

ผมเคยถามตัวเองว่าเหตุใดผมถึงได้ติดใจในประโยคสั้นๆ ประโยคนี้นัก ซึ่งจากการวิเคราะห์โดยละเอียดทำให้ผมถอดความที่ซ่อนอยู่ในประโยคนี้โดยไม่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายในการพูดของผู้พูดได้สองประการว่า

1) เจ้าจงอย่าได้ทะนงตนไปนักเลยว่าเจ้านั้นเป็นเลิศ เพราะโลกนี้เคยมีคนที่เก่งกว่าเจ้ามากมายนัก ถึงตอนนี้พวกเขาจะไม่อยู่แล้วแต่ฝีมือระดับเจ้าก็ยังไม่สมควรถูกยกย่องให้เป็นผู้ที่ถูกเรียกว่าคนเก่งได้อยู่ดี…อันนี้ออกแนวธรรมะเล็กน้อย

2) ขนาดไอ้ที่ว่าเก่งๆ มันยังตายไปแล้วเลย แล้วกูกับมึงจะไปเหลืออะไรวะ…อันนี้ออกแนวจิ๊กโก๋กลับใจ

ผมไม่แน่ใจว่าผมเองคิดมากกับประโยคนี้เกินไปหรือเปล่า แต่ขณะเดียวกันผมก็คิดว่าขนาดประโยคเล็กๆ น้อยๆ ที่แม้แต่คนพูดก็ไม่ได้ใส่ใจนี้มันทำให้เราได้คิดถึงเรื่องที่กว้างขวางรวมถึงทำให้เราได้สำรวจจิตใจตัวเองได้มากขนาดไหน

และยังทำให้ผมรู้สึกมีความชอบธรรมที่จะแอบฟังคนอื่นคุยกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


About this entry