<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>This is bad</title>
	<atom:link href="http://badtimestories.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://badtimestories.wordpress.com</link>
	<description>time stories</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Jun 2010 13:09:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='badtimestories.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://0.gravatar.com/blavatar/4dfa0c7fad8260f07d5d5823c2412c6a?s=96&#038;d=http%3A%2F%2Fs2.wp.com%2Fi%2Fbuttonw-com.png</url>
		<title>This is bad</title>
		<link>http://badtimestories.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://badtimestories.wordpress.com/osd.xml" title="This is bad" />
	<atom:link rel='hub' href='http://badtimestories.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>KEEP THE FAITH</title>
		<link>http://badtimestories.wordpress.com/2010/06/18/keep-the-faith/</link>
		<comments>http://badtimestories.wordpress.com/2010/06/18/keep-the-faith/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jun 2010 12:58:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Gridtape</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://badtimestories.wordpress.com/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกซีซั่นที่ผ่านมามีสิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจผมเพียงเรื่องเดียว ไม่ใช่ฟอร์มแชมป์ของเชลซี ไม่ใช่การพลาดแชมป์อย่างน่าเสียดายของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่รู้กันว่าซีซั่นที่แล้วมีทีมฟุตบอลหลายทีมที่ประสบปัญหา พอร์ทสมัธประสบปัญหาทางการเงิน แมนฯยูฯ หนึ่งในทีมที่มั่งคั่งที่สุดตลอดหลายปีที่ผ่านก็มีปัญหาหนี้สิน ขณะที่ลิเวอร์พูลหนจักกว่านั้นเพราะมีปัญหารุมเร้าทั้งด้านหนี้สินและฟอร์มการเล่น เจาะจงไปที่ลิเวอร์พูล ฟอร์มการเล่นอันกระท่อนกระแท่นตั้งแต่ต้นฤดูกาล บวกกับปัญหาทางการเงินทำให้ลิเวอร์พูลหลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ไปอย่างรวดเร็ว จากทีมอันดับ 2 เมื่อปีก่อน ลิเวอร์พูลกลับต้องมากระเสือกกระสนอย่างไม่น่าเชื่อในปีนี้ แต่ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าและฟอร์มการเล่นที่เข้าขั้นห่วยแตก อยู่ๆ ก็มีป้ายผ้าขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก 2 แผ่นถูกขึงตึงขึ้นที่อัฒจันทร์มุมหนึ่งในสนามแอนฟิลด์ ป้ายหนึ่งอ่านได้ว่า Keep The Faith ส่วนอีกป้ายอ่านว่า We Trust in RAFA เห็น 2 ป้ายนี้แล้วผมเหมือนถูกชกเข้าที่ชายโครง ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมโปรดของผมและแน่นอนไม่มีวันใช่ แต่ผมยอมรับตลอดมาว่าถึงจะไม่ได้เป็นแฟนบอลของพวกเขา แต่ผมก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นทีมที่มีเสน่ห์เสมอ ป้ายผ้าทั้ง 2 ป้ายนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนได้เป็นอย่างดี สำหรับผม ป้ายผ้าทั้ง 2 ป้ายนี้ก้าวข้ามการเป็นแค่เพียงวิธีการเชียร์ฟุตบอลไปไกล เพราะมันเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความศรัทธา และความเชื่อมั่นอะไรบางอย่างอย่างสุดจิตสุดใจ แม้กระทั่งในยามที่สิ่งที่เขาเชื่อมั่นนั้นอยู่ในสภาวะคลอนแคลนเต็มทน ผมไม่แน่ใจว่าตัวคนเขียนป้ายทั้ง 2 แผ่นนั้นรู้สึกอย่างไรในวินาทีที่จรดปากกาเขียน แต่เชื่อแน่ว่าไม่มากก็น้อยเขาเองก็หวั่นไหวอยู่เช่นเดียวกัน ประโยค Keep The Faith [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=53&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกซีซั่นที่ผ่านมามีสิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจผมเพียงเรื่องเดียว</p>
<p>ไม่ใช่ฟอร์มแชมป์ของเชลซี ไม่ใช่การพลาดแชมป์อย่างน่าเสียดายของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด </p>
<p>อย่างที่รู้กันว่าซีซั่นที่แล้วมีทีมฟุตบอลหลายทีมที่ประสบปัญหา พอร์ทสมัธประสบปัญหาทางการเงิน แมนฯยูฯ หนึ่งในทีมที่มั่งคั่งที่สุดตลอดหลายปีที่ผ่านก็มีปัญหาหนี้สิน ขณะที่ลิเวอร์พูลหนจักกว่านั้นเพราะมีปัญหารุมเร้าทั้งด้านหนี้สินและฟอร์มการเล่น</p>
<p>เจาะจงไปที่ลิเวอร์พูล ฟอร์มการเล่นอันกระท่อนกระแท่นตั้งแต่ต้นฤดูกาล บวกกับปัญหาทางการเงินทำให้ลิเวอร์พูลหลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ไปอย่างรวดเร็ว จากทีมอันดับ 2 เมื่อปีก่อน ลิเวอร์พูลกลับต้องมากระเสือกกระสนอย่างไม่น่าเชื่อในปีนี้ แต่ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าและฟอร์มการเล่นที่เข้าขั้นห่วยแตก อยู่ๆ ก็มีป้ายผ้าขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก 2 แผ่นถูกขึงตึงขึ้นที่อัฒจันทร์มุมหนึ่งในสนามแอนฟิลด์ </p>
<p>ป้ายหนึ่งอ่านได้ว่า Keep The Faith</p>
<p>ส่วนอีกป้ายอ่านว่า We Trust in RAFA  </p>
<p>เห็น 2 ป้ายนี้แล้วผมเหมือนถูกชกเข้าที่ชายโครง</p>
<p>ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมโปรดของผมและแน่นอนไม่มีวันใช่ แต่ผมยอมรับตลอดมาว่าถึงจะไม่ได้เป็นแฟนบอลของพวกเขา แต่ผมก็รู้สึกว่าพวกเขาเป็นทีมที่มีเสน่ห์เสมอ ป้ายผ้าทั้ง 2 ป้ายนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนได้เป็นอย่างดี</p>
<p>สำหรับผม ป้ายผ้าทั้ง 2 ป้ายนี้ก้าวข้ามการเป็นแค่เพียงวิธีการเชียร์ฟุตบอลไปไกล เพราะมันเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความศรัทธา และความเชื่อมั่นอะไรบางอย่างอย่างสุดจิตสุดใจ </p>
<p>แม้กระทั่งในยามที่สิ่งที่เขาเชื่อมั่นนั้นอยู่ในสภาวะคลอนแคลนเต็มทน </p>
<p>ผมไม่แน่ใจว่าตัวคนเขียนป้ายทั้ง 2 แผ่นนั้นรู้สึกอย่างไรในวินาทีที่จรดปากกาเขียน แต่เชื่อแน่ว่าไม่มากก็น้อยเขาเองก็หวั่นไหวอยู่เช่นเดียวกัน</p>
<p>ประโยค Keep The Faith จะว่าไปก็คล้ายกับการที่ย้ำเตือนตัวเขาเองให้เชื่อมั่นในทีมรักต่อไป แต่ประโยค We Trust in RAFA ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อตอนที่ราฟาเอล เบนิเตซ &#8211; ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในตอนนั้นเหลือบมาเห็นเขาจะรู้สึกอะไรหรือไม่และอย่างไร</p>
<p>เขาอาจไม่รู้สึก แต่ผมรู้สึก</p>
<p>ผมว่าในชีวิตคนเรามีบ่อยครั้งที่ต้องตกอยู่ในสภาวะกระเสือกกระสนไม่ต่างจากผลงานของลิเวอร์พูล ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นด้วยปัจจัยไหน ภายในหรือภายนอก แต่เมื่อมันล้มก็คือล้มและแพ้ก็คือแพ้</p>
<p>เมื่อชีวิตล้มเหลว เราก็มักจะจ่อมจมอยู่กับปัญหา มองอะไรไม่ออก ขบอะไรไม่แตก และบ่อยครั้งที่ต้องปล่อยให้โชคชะตาเป็นตัวกำหนดอนาคต แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ในยามที่เราแพ้ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีใครสักคนมาถือป้ายเชียร์อยู่ที่ขอบสนามว่า Keep The Faith และ We Trust in RAFA </p>
<p>แต่ชีวิตจริงไม่ใช่การเชียร์ฟุตบอล</p>
<p>เมื่อคุณก้าวเข้าสนามฟุตบอล คุณมีสถานะเป็นแค่กองเชียร์ ผลงานของทีมจะดีจะร้ายเราก็เป็นกองเชียร์ เมื่อทีมยิงได้เราดีใจ เมื่อทีมพ่ายแพ้เราเสียใจ จบแล้วก็จบกัน</p>
<p>แต่ในเกมชีวิต คนที่จะมาถือป้าย Keep The Faith และ We Trust in RAFA ให้กับคุณแน่ใจได้เลยว่าเขาไม่ได้เป็นแค่กองเชียร์ เพราะเขาต้องใช้ความกล้าหาญและแลกอะไรหลายต่อหลายอย่างเท่าไหร่ในชีวิตถึงจะกล้าหาญพอที่จะยืนถือป้ายนี้ให้กับคุณ</p>
<p>ถ้าชีวิตของคุณเป็นสนามแอนฟิลด์ ลองมองหาว่ามีใครสักคนที่อยู่เคียงข้างคุณหรือยัง ใครสักคนที่ยืนถือป้ายผ้า Keep The Faith และ We Trust in RAFA ให้กับคุณ</p>
<p>ใครสักคนที่ศรัทธาในตัวคุณโดยมองข้ามทุกความบกพร่องที่คุณมี</p>
<p>ใครสักคนที่เชื่อมั่นในตัวคุณ แม้ในเวลาที่คุณก็ไม่กล้าแม้แต่จะเชื่อมั่นในตัวเอง</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/badtimestories.wordpress.com/53/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/badtimestories.wordpress.com/53/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=53&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://badtimestories.wordpress.com/2010/06/18/keep-the-faith/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/6d4d6437b82f014c478f839987f20663?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mackham7</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>นักฟุตบอล</title>
		<link>http://badtimestories.wordpress.com/2009/11/06/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://badtimestories.wordpress.com/2009/11/06/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Nov 2009 11:20:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Gridtape</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://badtimestories.wordpress.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[ผมเป็นนักฟุตบอลระดับสมัครเล่นที่ให้ความจริงจังกับการเตะฟุตบอลในระดับมืออาชีพมานานกว่าสิบปี ถ้าจะระบุลงไปให้แน่ชัดผมจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มรู้จักกับลูกกลมๆ ใบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่จำได้อย่างแม่นยำคือวันที่ไปนั่งเด๋อๆ ดูเขาเล่นฟุตบอลข้างสนามฟุตบอลโรงเรียนคลองกิ่วยิ่งวิทยา ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ในช่วงราวๆ พ.ศ.2537 เด๋อวันที่หนึ่งยังได้เป็นแค่ผู้ชม เด๋อวันที่สอง หลังจากที่วิ่งเก็บลูกบอลที่รุ่นใหญ่เขาเตะออกมาหลายลูก ในที่สุดเขาก็หลงกลชวนผมเตะด้วยจนได้ และนับจากนั้นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังคนใหม่แห่งตำบลคลองกิ่วก็ถือกำเนิดขึ้น ผมในวัย 10 ต้นๆ กลายเป็นขาประจำของการดวลแข้งประจำวันที่มีเพื่อนร่วมสนามหลากหลายอาชีพและหลายชนชั้น บางคนเป็นตำรวจ บางคนเป็นพนักงานโรงงาน บางคนเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ บางคนเป็นนักเรียนอาชีวะ และทุกบางคนที่ว่ามานั้นอายุมากกว่าผมทั้งสิ้น ด้วยพรสวรรค์ที่พอมีติดตัว ผมใช้เวลาไม่นานในการถีบตัวเองจากตำแหน่งผู้รักษาประตูรูหนูขึ้นมาจับงานในตำแหน่งกองหลัง จนกระทั่งมีผู้ใหญ่เห็นแววจึงผลักดันขึ้นมารับบทบาทเป็นกองกลาง และประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการยึดตำแหน่งศูนย์หน้าตัวความหวังอยู่นานหลายปี ผมกลายเป็นเด็กบ้าบอลแบบเต็มสูบ ชีวิตช่วงนั้นมีแต่ฟุตบอล กลางวันเตะฟุตบอลที่โรงเรียน ตกเย็นนั่งรถกลับบ้าน ถึงบ้านวางกระเป๋าเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนรองเท้าเดินไปสนามฟุตบอลทันที ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อรอให้พ่อปลุกลุกขึ้นมาดูถ่ายทอดบันทึกการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษหลังหนังบิ๊กซีนีม่าโปรแกรมเพชรหนังพันล้านที่จะจบประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ซึ่งขณะนั้นสำหรับผมถือว่าดึกมากๆ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินชีวิต สำหรับผมฟุตบอลคือสิ่งที่สร้างตัวตนของผม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่อธิบายให้เข้าใจยากแต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับตัวผมมาก จากเด็กผู้ชายที่ได้รับความนิยมจากเพื่อนฝูงในระดับกลางๆ ค่อนไปทางหลังๆ แต่การค้นพบความสามารถทางการเล่นฟุตบอลทำให้ผมกลายเป็นคนป็อบๆ ขึ้นมากับเขาบ้าง มันทำให้ผมเป็นคนที่มีที่ทาง มีตัวตนขึ้นมาในกลุ่มเพื่อนจนพัฒนาต่อยอดไปสู่ตัวตนในรูปแบบอื่นๆ ต่อไปตามวัยที่ดำเนินไป ประเด็นนี้ครอบคลุมไปถึงต้นแบบหรือไอดอลในการใช้ชีวิต แม้ผมจะเคยหลอกตัวเองไปบ้างว่าผมมีไอดอลเท่ๆ แต่จริงแท้แล้วเปล่าเลย ไอดอลตัวจริงของผมตลอดมาคือ เอริก คันโตน่า นักฟุตบอลหมายเลข 7 จากทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=41&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          ผมเป็นนักฟุตบอลระดับสมัครเล่นที่ให้ความจริงจังกับการเตะฟุตบอลในระดับมืออาชีพมานานกว่าสิบปี</p>
<p>          ถ้าจะระบุลงไปให้แน่ชัดผมจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มรู้จักกับลูกกลมๆ ใบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่จำได้อย่างแม่นยำคือวันที่ไปนั่งเด๋อๆ ดูเขาเล่นฟุตบอลข้างสนามฟุตบอลโรงเรียนคลองกิ่วยิ่งวิทยา ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ในช่วงราวๆ  พ.ศ.2537</p>
<p>          เด๋อวันที่หนึ่งยังได้เป็นแค่ผู้ชม</p>
<p>          เด๋อวันที่สอง หลังจากที่วิ่งเก็บลูกบอลที่รุ่นใหญ่เขาเตะออกมาหลายลูก ในที่สุดเขาก็หลงกลชวนผมเตะด้วยจนได้ </p>
<p>          และนับจากนั้นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังคนใหม่แห่งตำบลคลองกิ่วก็ถือกำเนิดขึ้น</p>
<p>          ผมในวัย 10 ต้นๆ กลายเป็นขาประจำของการดวลแข้งประจำวันที่มีเพื่อนร่วมสนามหลากหลายอาชีพและหลายชนชั้น บางคนเป็นตำรวจ บางคนเป็นพนักงานโรงงาน บางคนเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ บางคนเป็นนักเรียนอาชีวะ และทุกบางคนที่ว่ามานั้นอายุมากกว่าผมทั้งสิ้น  </p>
<p>          ด้วยพรสวรรค์ที่พอมีติดตัว ผมใช้เวลาไม่นานในการถีบตัวเองจากตำแหน่งผู้รักษาประตูรูหนูขึ้นมาจับงานในตำแหน่งกองหลัง จนกระทั่งมีผู้ใหญ่เห็นแววจึงผลักดันขึ้นมารับบทบาทเป็นกองกลาง และประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการยึดตำแหน่งศูนย์หน้าตัวความหวังอยู่นานหลายปี</p>
<p>          ผมกลายเป็นเด็กบ้าบอลแบบเต็มสูบ ชีวิตช่วงนั้นมีแต่ฟุตบอล กลางวันเตะฟุตบอลที่โรงเรียน ตกเย็นนั่งรถกลับบ้าน ถึงบ้านวางกระเป๋าเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนรองเท้าเดินไปสนามฟุตบอลทันที ถ้าเป็นวันเสาร์อาทิตย์ก็ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อรอให้พ่อปลุกลุกขึ้นมาดูถ่ายทอดบันทึกการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษหลังหนังบิ๊กซีนีม่าโปรแกรมเพชรหนังพันล้านที่จะจบประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ซึ่งขณะนั้นสำหรับผมถือว่าดึกมากๆ </p>
<p>          ผมเชื่อว่าทุกคนต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินชีวิต สำหรับผมฟุตบอลคือสิ่งที่สร้างตัวตนของผม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่อธิบายให้เข้าใจยากแต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับตัวผมมาก    </p>
<p>          จากเด็กผู้ชายที่ได้รับความนิยมจากเพื่อนฝูงในระดับกลางๆ ค่อนไปทางหลังๆ แต่การค้นพบความสามารถทางการเล่นฟุตบอลทำให้ผมกลายเป็นคนป็อบๆ ขึ้นมากับเขาบ้าง มันทำให้ผมเป็นคนที่มีที่ทาง มีตัวตนขึ้นมาในกลุ่มเพื่อนจนพัฒนาต่อยอดไปสู่ตัวตนในรูปแบบอื่นๆ ต่อไปตามวัยที่ดำเนินไป </p>
<p>          ประเด็นนี้ครอบคลุมไปถึงต้นแบบหรือไอดอลในการใช้ชีวิต แม้ผมจะเคยหลอกตัวเองไปบ้างว่าผมมีไอดอลเท่ๆ แต่จริงแท้แล้วเปล่าเลย ไอดอลตัวจริงของผมตลอดมาคือ เอริก คันโตน่า นักฟุตบอลหมายเลข 7 จากทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด</p>
<p>          คันโตน่าเป็นนักฟุตบอลประเภทแบดบอย ท่ามกลางความสามารถอันเอกอุเขามีความร้ายกาจแฝงอยู่ในทุกความเคลื่อนไหว ผมอยู่ในเหตุการณ์คลาสสิคนั้นด้วย (ผ่านหน้าจอโทรทัศน์) ตอนที่เขากระโดดข้ามรั้วกั้นสนามเตี้ยๆ เข้าไปถีบยอดอกแฟนบอลทีมคริสตัล พาเลซชื่อแมทธิว ซิมมอนส์ ที่ตะโกนด่าเขาอย่างหยาบคายตอนที่เขากำลังเดินออกจากสนามหลังจากถูกไล่ออก ผมว่านอกจากพ่อแล้วผมมีส่วนผสมของคันโตน่าอยู่ในร่างกายแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจหลายอย่าง </p>
<p>          หรืออย่างน้อยผมก็เชื่อว่าผมมี</p>
<p>          ในวัยหนึ่งผมเคยเตะฟุตบอลทุกวัน พ่อเคยเล่าให้ผมฟังว่าวันหนึ่งฝนตกหนักเขาเคยแอบเดินตามไปดูว่าผมไปเล่นฟุตบอลจริงหรือเปล่า เพราะพ่อกลัวว่าผมจะอ้างว่าไปเตะบอลเพื่อแอบไปทำอะไรมิดีมิร้ายมากกว่า แต่พ่อก็พบว่าผมกำลังเตะบอลอยู่กลางฝนจริงๆ</p>
<p>          ทุกวันนี้ผมเตะฟุตบอลน้อยมากเมื่อเทียบกับตอนนั้นด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่เวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ผมกลับมาเล่นฟุตบอลแบบสม่ำเสมอมากขึ้น อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งนัดเป็นอย่างต่ำ หลังจากที่ห่างๆ ไปบ้างในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา</p>
<p>          ผมชอบเวลาที่ยืนอยู่ในสนามฟุตบอล ผมรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ของผม เป็นสถานที่ที่ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากกว่าที่อื่นๆ </p>
<p>          เมื่อไม่นานมานี้มีเหตุการณ์ที่ถ้าเป็นหนังสักเรื่องก็ต้องเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้กำกับจงใจใส่เข้ามาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเป็นแน่ เรื่องของเรื่องคือขณะที่ผมกำลังเตะฟุตบอลเพลินๆ จู่สตั๊ดคู่ที่ผมใช้ใส่เตะฟุตบอลมานานก็พังหลุดกระจายออกมาดื้อๆ</p>
<p>          มันพังจนยากเกินเยียวยา ผมรู้ว่ามันเก่ามากแล้ว แต่ผมรู้สึกใจหายมาก เพราะสำหรับผมสตั๊ดคู่นี้ไม่ได้เป็นแค่รองเท้าที่เอาไว้ใช้ใส่เตะฟุตบอลเท่านั้น มันเป็นคล้ายๆ บันทึกประวัติศาสตร์บางส่วนในชีวิตของผมนอกเหนือจากการเล่นฟุตบอล </p>
<p>           การเสื่อมอายุขัยของรองเท้าคู่นี้ทำให้ผมรู้สึกว่าช่วงชีวิตของตัวเองวัยหนึ่งได้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ </p>
<p>          เช่นเดียวกับที่ผมรู้สึกว่าเวลาอันรุ่งโรจน์ในการเล่นฟุตบอลของตัวเองได้ผ่านไปแล้ว </p>
<p>          ทุกวันนี้ขณะเล่นฟุตบอลผมเริ่มรู้สึกว่าทำอะไรไม่ค่อยได้อย่างใจมากขึ้นเรื่อยๆ เรี่ยวแรงน้อยลง และมีอาการบาดเจ็บบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปุบปับ ของมันมีพัฒนาการของมันมาเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็นานพอที่จะปรับสภาพและรับความจริงได้</p>
<p>          แม้จะยากสักหน่อยก็ตาม</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/badtimestories.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/badtimestories.wordpress.com/41/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=41&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://badtimestories.wordpress.com/2009/11/06/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/6d4d6437b82f014c478f839987f20663?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mackham7</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>กลับ-มา</title>
		<link>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2009 17:17:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Gridtape</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://badtimestories.wordpress.com/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[                    บ้านผมมีเด็กรับใช้มาแล้วหลายคน น่าจะเกินสิบคนหรืออาจจะถึงสิบแก่ๆ ก็เป็นได้ ซึ่งแม้ในวงการจะถือว่าเป็นสถิติที่สูงเอาการอยู่แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของวงการเด็กรับใช้ในบ้านซึ่งมักจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่เสมอตามความลงตัวและความพึงพอใจ                     เด็กรับใช้ที่บ้านผมคนปัจจุบันชื่อ ‘น้องมา’                      มาเป็นสาวแรกแย้มวัย 20 ปี ถึงจะเป็นสาววัยกำดัด แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามาน่าจะเป็นเด็กรับใช้ที่ไม่ต้องเผชิญปัญหาคลาสสิคประเภทโดนคุณผู้ชายย่องเข้าหาตอนดึกๆ แน่นอน เพราะว่ามามีใบหน้าเป็นอาวุธ ไม่ใช่อาวุธธรรมดาแต่เป็นอาวุธร้ายแรง ประมาณหัวรบนิวเคลียร์ผสมด้วยอาวุธชีวภาพแถวๆ นั้น                     มาเป็นชาวต่างประเทศ เป็นแรงงานที่อิมพอร์ตมาจากจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ชื่อเดิมของมาในเวอร์ชั่นภาษาเขมรคือ ‘หม่าว’ ซึ่งแปลเป็นไทยว่าดำ แต่ถูกดัดแปลงลดทอนเพื่อความคุ้นเคยกับลิ้นของคนไทยโดยแม่ของผมเอง                     น้องมาหรือแท้จริงแล้วคือน้องหม่าวเคยทำงานในโรงงานผลิตรองเท้าที่กรุงพนมเปญมาก่อน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด อาจจะเบื่อหน้าสมเด็จฮุนเซนฯ มาจึงตัดสินใจเด็ดขาดเดินทางเข้ามาหาความศิวิไลซ์ในประเทศไทยโดยการนั่งรถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อรัญประเทศมาแบบชิลๆ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายจึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ                        มาอยู่กับครอบครัวเรามาแล้วร่วมๆ 2 ปี ถึงจะเป็นระยะเวลาเพียงไม่นานแต่มาก็สามารถโชว์ฟอร์มสอดแทรกเข้ามาติดอันดับท็อปทรีของตารางอันดับเด็กรับใช้ที่ดีที่สุดที่บ้านเราเคยมีไปได้อย่างสบายๆ นั่นก็เพราะมามีความครบเครื่องในเรื่องการทำงานบ้านอย่างที่ควรจะเป็น นอกไปจากนั้นมายังทำงานในหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ไม่นอนตื่นสาย ไม่หน้างอเวลาที่โดนดุหรือทำงานหนัก และที่สำคัญและเป็นประเด็นคลาสสิคสุดๆ คือมาไม่ขโมยเงิน…อันนี้ถือว่าเป็นข้อดีสุดๆ ที่หาได้ยากยิ่งในวงการนี้                     บ้านไหนที่เคยมีเด็กรับใช้คงรู้ว่าการมีเด็กรับใช้ที่ไม่ได้ดั่งใจและไว้ใจไม่ได้มาอยู่ในบ้านนั้นมันน่าอึดอัดแค่ไหน เพราะคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านจะว่าไปก็เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกันกับเรากลายๆ เนื่องจากต้องกินด้วยกัน บางทีก็นอนด้วยกัน ไปไหนก็ไปกัน จึงจำเป็นต้องไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ซึ่งมาก็สอบผ่าน                     ในทุกๆ วันมามีหน้าที่แบบที่เด็กรับใช้ทั่วไปพึงจะต้องกระทำ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=37&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>                    บ้านผมมีเด็กรับใช้มาแล้วหลายคน น่าจะเกินสิบคนหรืออาจจะถึงสิบแก่ๆ ก็เป็นได้ ซึ่งแม้ในวงการจะถือว่าเป็นสถิติที่สูงเอาการอยู่แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของวงการเด็กรับใช้ในบ้านซึ่งมักจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่เสมอตามความลงตัวและความพึงพอใจ</p>
<p>                    เด็กรับใช้ที่บ้านผมคนปัจจุบันชื่อ ‘น้องมา’ </p>
<p>                    มาเป็นสาวแรกแย้มวัย 20 ปี ถึงจะเป็นสาววัยกำดัด แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามาน่าจะเป็นเด็กรับใช้ที่ไม่ต้องเผชิญปัญหาคลาสสิคประเภทโดนคุณผู้ชายย่องเข้าหาตอนดึกๆ แน่นอน เพราะว่ามามีใบหน้าเป็นอาวุธ ไม่ใช่อาวุธธรรมดาแต่เป็นอาวุธร้ายแรง ประมาณหัวรบนิวเคลียร์ผสมด้วยอาวุธชีวภาพแถวๆ นั้น</p>
<p>                    มาเป็นชาวต่างประเทศ เป็นแรงงานที่อิมพอร์ตมาจากจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ชื่อเดิมของมาในเวอร์ชั่นภาษาเขมรคือ ‘หม่าว’ ซึ่งแปลเป็นไทยว่าดำ แต่ถูกดัดแปลงลดทอนเพื่อความคุ้นเคยกับลิ้นของคนไทยโดยแม่ของผมเอง</p>
<p>                    น้องมาหรือแท้จริงแล้วคือน้องหม่าวเคยทำงานในโรงงานผลิตรองเท้าที่กรุงพนมเปญมาก่อน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด อาจจะเบื่อหน้าสมเด็จฮุนเซนฯ มาจึงตัดสินใจเด็ดขาดเดินทางเข้ามาหาความศิวิไลซ์ในประเทศไทยโดยการนั่งรถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อรัญประเทศมาแบบชิลๆ ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายจึงขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ   </p>
<p>                    มาอยู่กับครอบครัวเรามาแล้วร่วมๆ 2 ปี ถึงจะเป็นระยะเวลาเพียงไม่นานแต่มาก็สามารถโชว์ฟอร์มสอดแทรกเข้ามาติดอันดับท็อปทรีของตารางอันดับเด็กรับใช้ที่ดีที่สุดที่บ้านเราเคยมีไปได้อย่างสบายๆ นั่นก็เพราะมามีความครบเครื่องในเรื่องการทำงานบ้านอย่างที่ควรจะเป็น นอกไปจากนั้นมายังทำงานในหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ไม่นอนตื่นสาย ไม่หน้างอเวลาที่โดนดุหรือทำงานหนัก และที่สำคัญและเป็นประเด็นคลาสสิคสุดๆ คือมาไม่ขโมยเงิน…อันนี้ถือว่าเป็นข้อดีสุดๆ ที่หาได้ยากยิ่งในวงการนี้</p>
<p>                    บ้านไหนที่เคยมีเด็กรับใช้คงรู้ว่าการมีเด็กรับใช้ที่ไม่ได้ดั่งใจและไว้ใจไม่ได้มาอยู่ในบ้านนั้นมันน่าอึดอัดแค่ไหน เพราะคนที่เข้ามาอยู่ในบ้านจะว่าไปก็เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกันกับเรากลายๆ เนื่องจากต้องกินด้วยกัน บางทีก็นอนด้วยกัน ไปไหนก็ไปกัน จึงจำเป็นต้องไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ซึ่งมาก็สอบผ่าน</p>
<p>                    ในทุกๆ วันมามีหน้าที่แบบที่เด็กรับใช้ทั่วไปพึงจะต้องกระทำ ตั้งแต่กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า รดน้ำต้นไม้ ล้างจาน รีดผ้า ฯลฯ จะว่าไปก็ซัดหมดทั้งบ้านนั่นแหละ ยังไม่รวมงานกระจุกกระจิกอย่างการเปิด-ปิดประตูบ้าน หรือช่วยเดินไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอยอีกเล็กๆ น้อยๆ </p>
<p>                    งานของมาจะว่ายากก็ไม่ยาก แต่ถ้าใครได้ทำจริงๆ ก็จะรู้ว่ามันค่อนข้างหนักเอาการอยู่</p>
<p>                    งานของเด็กรับใช้เป็นงานเดิมๆ ทุกวัน มาต้องตื่นเวลาเดิม ทำงานแบบเดิม เรียงลำดับเดิมตั้งแต่ต้นจนจบวัน หาความตื่นเต้นใดๆ แทบไม่ได้ ผมไม่เคยถามมาว่าเบื่องานของตัวเองบ้างหรือเปล่า แต่เท่าที่สังเกตมาก็ดูมีความสุขดี ยังไม่เคยเห็นมามีอาการเซ็งๆ นั่งนิ่งๆ หรือบ่นว่าเบื่องานเมื่อไหร่เจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้สักทีแบบที่พนักงานออฟฟิศแบบผมชอบทำ หรือความจริงมาอาจจะพูดเป็นเสียงในฟิล์มภาษาเขมรซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่องก็เป็นได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องขออภัยในข้อมูลที่ผิดพลาด</p>
<p>                    แต่เมื่อเร็วๆ นี้มาบอกว่ามากำลังจะกลับบ้านแล้ว</p>
<p>                    ใช่แล้ว บ้านที่จังหวัดบันเตียเมียนเจยของมานั่นแหละ ผมไม่เคยไปเขมรจึงไม่รู้ว่าจังหวัดนี้มันอยู่ไกลจากปากน้ำ สมุทรปราการแค่ไหน แต่ก็รู้ว่ามันคงไกลพอที่จะทำให้มาคงไม่ได้พบกับครอบครัวเราอีก </p>
<p>                    ผมไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไมมาถึงจะกลับบ้าน แต่เดาว่ามาก็คงจะคิดถึงบ้านหลังจากที่จากมานานหลายปี ทางบ้านเราไม่ได้รั้งมาไว้เพราะเข้าใจความรู้สึกของมาดี ในเมื่อมาจะกลับก็ต้องกลับของอย่างนี้มันรั้งกันไม่ได้เหมือนเวลาคนรักจะไปต่อให้อ้อนวอนยังไงก็อยู่กันต่อไปลำบาก ถึงมาจะกินอิ่มนอนหลับได้เงินเยอะอย่างไรแต่บ้านเราก็ไม่ใช่บ้านของมาอยู่ดี</p>
<p>                    ผมถามมาว่ากลับบ้านไปแล้วมาจะทำอะไร มาตอบเป็นไทยสำเนียงเขมรว่าก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมมองโลกในแง่ดีว่าเขมรก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองไทยมากนัก บางทีในน้ำของเขมรก็คงมีปลาเขมรและในนาของเขมรก็คงมีข้าวเขมรเหมือนๆ กับในน้ำและในนาของบ้านเรา มาคงไม่อดอยากปากแห้งมากมายนัก</p>
<p>                    ความจริงแล้วจิตใจฝ่ายขี้เกียจของผมก็อดวิตกไม่ได้ว่าถ้ามาไม่อยู่แล้วกิจกรรมกวาดบ้านถูบ้านคงต้องตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของผมแบบไม่ต้องสงสัย แต่ผมก็อดยินดีกับมาไม่ได้ที่มาจะได้กลับไปใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ เสียที</p>
<p>                    ถึงมาจะกลับไปเตะฝุ่น แต่มาก็คงอุ่นใจที่ว่ามันเป็นฝุ่นสัญชาติขแมร์ของมาเอง</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/badtimestories.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/badtimestories.wordpress.com/37/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=37&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/6d4d6437b82f014c478f839987f20663?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mackham7</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คำคนคม</title>
		<link>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/06/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/06/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Jun 2009 17:35:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Gridtape</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://badtimestories.wordpress.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[สมัยที่ยังละอ่อนผมมีงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งอย่างนั่นก็คือการจดบันทึกคำคมที่อ่านพบเจอจากที่ต่างๆ ลงในสมุดบันทึกสีแดงเล่มเล็กของตัวเอง ถ้าจะแยกกันจริงๆ ก็จะพบว่าคำคมเหล่านั้นมีหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นคำคมที่พูดถึงเรื่องการปลุกเร้าให้เริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง การให้กำลังใจในยามที่ล้มเหลว ข้อคิดในการใช้ชีวิต ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวต่อบุคคลอื่น บ้างก็เป็นคำคมที่พูดถึงเรื่องความรัก ซึ่งในหมวดนี้ก็ยังสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกหลายบริบทด้วยกัน ผมตั้งหน้าตั้งตาทั้งจดจ้องและจดจำคำคมเป็นเวลาหลายปี รวมแล้วที่บันทึกไว้ก็นับร้อยถ้อยความ ว่างๆ ผมก็จะหยิบคำคมเหล่านี้ขึ้นมาอ่าน นัยว่าสร้างความฮึกเหิมให้กับตัวเอง แต่มาวันหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจว่าวันไหนเหมือนกันอยู่ดีๆ ผมก็เลิกรู้สึกอินกับคำคมขึ้นมาเฉยๆ อาจเป็นเพราะด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะด้วยผมคิดได้ของผมไปว่าคำคมเหล่านั้นตอกย้ำให้รู้ว่าผมเองอ่อนแอแค่ไหน และสุดท้ายอาจเป็นเพราะผมได้รู้ความจริงว่าคำคมบางคำที่ผมเคยคิดว่ามันช่างเจ๋งและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจอย่างยิ่งนั้น แท้จริงแล้วมันถูกคิดขึ้นมาพูดอย่างจงใจต่างหาก นับตั้งแต่นั้นผมก็ชักจะเลือนๆ คำคมหลายๆ คำที่เคยท่องจำขึ้นใจไปเป็นจำนวนมาก แต่น่าสนใจตรงที่มีคำคมคำหนึ่งที่ผมไม่เคยลืม คำคมคำนี้ไม่ได้มาจากปากหรือมาจากปลายปากกาของนักเขียนชื่อดังหรือนักคิดนามอุโฆษคนไหน  แต่มันมาจากบทสนทนาของเด็กแว้นสองคนบนรถเมล์สาย 22 (โพธิ์แก้ว-สาธุประดิษฐ์) ที่มาของคำคมในดวงใจของผม (ที่อาจเป็นคำธรรมดาสำหรับคนอื่น) ก็คือดึกคืนหนึ่งเมื่อราว 5-6 ปีที่แล้ว ผมนั่งอยู่บนรถเมล์สายดังกล่าวอยู่บริเวณเบาะหลังสุดด้านซ้าย ขณะกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของถนนพระราม 4 ก็มีวัยรุ่นชายสองคนเดินมานั่งเบาะข้างๆ และถึงต่อให้ไม่ได้ตั้งใจแต่ด้วยบทสนทนาอันเข้มข้นผมก็ต้องตกเป็นหนึ่งในผู้ฟังของพวกเขาไปอย่างไม่ตั้งใจ อันที่จริงผมจำบทสนทนานั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ขึ้นใจว่าเขาคุยกันเรื่องการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ทำนองว่าถนนพระราม 4 นี้มันน่าเอารถมาเทสต์แค่ไหน จากนั้นหัวข้อการสนทนาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปคุยถึงเรื่องบรรดานักซิ่งเทพๆ ในวงการแข่งรถใต้ดิน (ความจริงแข่งกันบนดินแต่คำนี้หมายถึงวงการแข่งรถผิดกฎหมาย) พอคุยกันเรื่องนี้จู่ๆ หนึ่งในสองคนนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า&#8230; &#8216;(การแข่งรถ) เดี๋ยวนี้ไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน คนเก่งๆ แม่งตายไปหมดแล้ว&#8217;!!!!! [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=25&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color:#000000;"> สมัยที่ยังละอ่อนผมมีงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งอย่างนั่นก็คือการจดบันทึกคำคมที่อ่านพบเจอจากที่ต่างๆ ลงในสมุดบันทึกสีแดงเล่มเล็กของตัวเอง </span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> ถ้าจะแยกกันจริงๆ ก็จะพบว่าคำคมเหล่านั้นมีหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นคำคมที่พูดถึงเรื่องการปลุกเร้าให้เริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง การให้กำลังใจในยามที่ล้มเหลว ข้อคิดในการใช้ชีวิต ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวต่อบุคคลอื่น บ้างก็เป็นคำคมที่พูดถึงเรื่องความรัก ซึ่งในหมวดนี้ก็ยังสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกหลายบริบทด้วยกัน</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> ผมตั้งหน้าตั้งตาทั้งจดจ้องและจดจำคำคมเป็นเวลาหลายปี รวมแล้วที่บันทึกไว้ก็นับร้อยถ้อยความ ว่างๆ ผมก็จะหยิบคำคมเหล่านี้ขึ้นมาอ่าน นัยว่าสร้างความฮึกเหิมให้กับตัวเอง แต่มาวันหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจว่าวันไหนเหมือนกันอยู่ดีๆ ผมก็เลิกรู้สึกอินกับคำคมขึ้นมาเฉยๆ อาจเป็นเพราะด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ในชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะด้วยผมคิดได้ของผมไปว่าคำคมเหล่านั้นตอกย้ำให้รู้ว่าผมเองอ่อนแอแค่ไหน</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> และสุดท้ายอาจเป็นเพราะผมได้รู้ความจริงว่าคำคมบางคำที่ผมเคยคิดว่ามันช่างเจ๋งและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจอย่างยิ่งนั้น แท้จริงแล้วมันถูกคิดขึ้นมาพูดอย่างจงใจต่างหาก</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> นับตั้งแต่นั้นผมก็ชักจะเลือนๆ คำคมหลายๆ คำที่เคยท่องจำขึ้นใจไปเป็นจำนวนมาก แต่น่าสนใจตรงที่มีคำคมคำหนึ่งที่ผมไม่เคยลืม</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> คำคมคำนี้ไม่ได้มาจากปากหรือมาจากปลายปากกาของนักเขียนชื่อดังหรือนักคิดนามอุโฆษคนไหน  แต่มันมาจากบทสนทนาของเด็กแว้นสองคนบนรถเมล์สาย 22 (โพธิ์แก้ว-สาธุประดิษฐ์) ที่มาของคำคมในดวงใจของผม (ที่อาจเป็นคำธรรมดาสำหรับคนอื่น) ก็คือดึกคืนหนึ่งเมื่อราว 5-6 ปีที่แล้ว ผมนั่งอยู่บนรถเมล์สายดังกล่าวอยู่บริเวณเบาะหลังสุดด้านซ้าย ขณะกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของถนนพระราม 4 ก็มีวัยรุ่นชายสองคนเดินมานั่งเบาะข้างๆ และถึงต่อให้ไม่ได้ตั้งใจแต่ด้วยบทสนทนาอันเข้มข้นผมก็ต้องตกเป็นหนึ่งในผู้ฟังของพวกเขาไปอย่างไม่ตั้งใจ</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> อันที่จริงผมจำบทสนทนานั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ขึ้นใจว่าเขาคุยกันเรื่องการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ทำนองว่าถนนพระราม 4 นี้มันน่าเอารถมาเทสต์แค่ไหน จากนั้นหัวข้อการสนทนาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปคุยถึงเรื่องบรรดานักซิ่งเทพๆ ในวงการแข่งรถใต้ดิน (ความจริงแข่งกันบนดินแต่คำนี้หมายถึงวงการแข่งรถผิดกฎหมาย) พอคุยกันเรื่องนี้จู่ๆ หนึ่งในสองคนนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ว่า&#8230;</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> &#8216;(การแข่งรถ) เดี๋ยวนี้ไม่สนุกเหมือนเมื่อก่อน คนเก่งๆ แม่งตายไปหมดแล้ว&#8217;!!!!!</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> สิ้นประโยคนี้ถนนพระราม 4 ยามค่ำคืนก็คล้ายสว่างโชติช่วงขึ้นในคลองจักษุของผม มันเป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ที่เขาคงไม่ได้ตั้งใจจะคมอะไรมากมาย แต่เขาคงไม่รู้ว่าคำพูดจากเด็กแว้นคนหนึ่งคล้ายๆ จะทำให้ผมบรรลุนิพพานฉบับย่นย่อเสียตรงนั้นให้ได้ สารภาพตามตรงว่านาทีนั้นผมทำอะไรไม่ถูก ในใจอยากจะหันไปมองหน้าเขา แต่ใจหนึ่งก็เกรงจะเป็นการทำให้เข้าใจผิดอันอาจจะก่อให้ผมได้รับอาการบาดเจ็บโดยไม่จำเป็นได้ ผมจึงทำได้แค่เก็บอาการและปล่อยเวลาผ่านไปสักพักก่อนจะทำทีเป็นค่อยๆ หันไปมองหน้าและสบตาเขาเป็นการซูฮกน้อยๆ แม้ว่าเขาจะไม่รู้ตัว</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> หน้าตาเขาเป็นอย่างไรถึงวันนี้ผมจำไม่ได้เสียแล้ว แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาในวันนั้นยังติดตรึงอยู่ในหัวใจดวงน้อยๆ ของผมไม่เสื่อมคลาย</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> ผมเคยถามตัวเองว่าเหตุใดผมถึงได้ติดใจในประโยคสั้นๆ ประโยคนี้นัก ซึ่งจากการวิเคราะห์โดยละเอียดทำให้ผมถอดความที่ซ่อนอยู่ในประโยคนี้โดยไม่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายในการพูดของผู้พูดได้สองประการว่า</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> 1) เจ้าจงอย่าได้ทะนงตนไปนักเลยว่าเจ้านั้นเป็นเลิศ เพราะโลกนี้เคยมีคนที่เก่งกว่าเจ้ามากมายนัก ถึงตอนนี้พวกเขาจะไม่อยู่แล้วแต่ฝีมือระดับเจ้าก็ยังไม่สมควรถูกยกย่องให้เป็นผู้ที่ถูกเรียกว่าคนเก่งได้อยู่ดี&#8230;อันนี้ออกแนวธรรมะเล็กน้อย</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> 2) ขนาดไอ้ที่ว่าเก่งๆ มันยังตายไปแล้วเลย แล้วกูกับมึงจะไปเหลืออะไรวะ&#8230;อันนี้ออกแนวจิ๊กโก๋กลับใจ</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> ผมไม่แน่ใจว่าผมเองคิดมากกับประโยคนี้เกินไปหรือเปล่า แต่ขณะเดียวกันผมก็คิดว่าขนาดประโยคเล็กๆ น้อยๆ ที่แม้แต่คนพูดก็ไม่ได้ใส่ใจนี้มันทำให้เราได้คิดถึงเรื่องที่กว้างขวางรวมถึงทำให้เราได้สำรวจจิตใจตัวเองได้มากขนาดไหน</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> และยังทำให้ผมรู้สึกมีความชอบธรรมที่จะแอบฟังคนอื่นคุยกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</span></h3>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/badtimestories.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/badtimestories.wordpress.com/25/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=25&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/06/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/6d4d6437b82f014c478f839987f20663?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mackham7</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ข้าพเจ้ามาแล้ว</title>
		<link>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/02/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/02/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2009 18:20:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Gridtape</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://badtimestories.wordpress.com/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[ถึงแม้ว่าจะเป็นการมาที่ค่อนข้างช้าไปเสียหน่อยแต่ถึงอย่างไรก็ตามขณะนี้ข้าพเจ้าก็มาแล้ว เป็นการมาอย่างเงียบๆ มาอย่างชนิดที่คงไม่มีใครรอคอยด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังให้ระทึกของข้าพเจ้าอยู่เงียบๆ คนเดียว ที่ผ่านมานับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าได้เคยติดตามการแสดงความคิดเห็นในโลกไซเบอร์ของนักเขียนทั้งสมัครเล่นและนักเขียนอาชีพที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นการส่วนตัวและไม่รู้จักทั้งเป็นการส่วนตัวหรือส่วนแขนส่วนขาอะไรทั้งสิ้นทั้งหลายอย่างชนิดที่เรียกได้ว่ากระปริบกระปรอยเต็มทน ถ้าให้ลองวิเคราะห์ตัวเองเล่นๆ ข้าพเจ้าคิดว่าอาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนขี้เขินจึงรู้สึกให้ขยาดๆ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้นั่งอ่านคนรู้จักของข้าพเจ้าแสดงทัศนะต่อสิ่งรอบตัวในเชิงลุ่มลึกเกินกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยสัมผัสกับพวกเขาในทางส่วนตัว หรือถึงแม้ว่าบางครั้งข้าพเจ้าจะได้อ่านการแสดงความคิดเห็นของเพื่อนนักเขียนทั้งสมัครเล่นและอาชีพบางคนอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วและพบว่าข้อเขียนของพวกเขาหลายๆ ชิ้นช่างน่าสนใจหรือบางชิ้นก็ช่างอุดมไปด้วยอารมณ์ขันฉลาดเฉลียวชนิดที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วต้องเผลอหลุดหัวเราะออกมาอย่างชนิดที่ยากจะกลั้นไว้ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้ละเลยที่จะแวะเวียนเข้าไปติดตามอ่านอย่างต่อเนื่องตามวิสัยที่บล็อคเกอร์ที่ดีทั้งหลายพึงปฏิบัติต่อกัน มิพักต้องพูดถึงการทิ้งคอมเมนต์ไว้ให้เจ้าของบล็อคได้อุ่นใจซึ่งข้าพเจ้ามิเคยได้ปฏิบัติแม้เพียงสักครั้ง ข้าพเจ้าคิดว่าสาเหตุโง่ๆ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่วงการเขียนอ่านในโลกไซเบอร์ช้าถึงเพียงนี้นั่นก็คือสันดานเดิมของข้าพเจ้าเองที่มักคิดว่าข้าพเจ้านั้นเขลานักในทางเทคโนโลยี เพราะในกิจวัตรประจำวันของข้าพเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็แค่เพียงในการใช้เป็นอุปกรณ์สำนักงานพื้นฐาน นอกเหนือจากนั้นก็มีไว้สำหรับการเข้าเว็บไซต์อ่านข่าวสาร ดูหนัง ฟังเพลง และดาวน์โหลดภาพทั้งนิ่งและเคลื่อนไหวอีกบางส่วน ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนั้นใช้ทักษะเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพียงน้อยนิด ข้าพเจ้านั่งคิดของข้าพเจ้าเองว่าการอันที่จะให้ข้าพเจ้ามานั่งสมัครเป็นสมาชิกบล็อคและยังต้องมานั่งหาช่องทางเข้าพิมพ์เข้าโพสต์นั้นคงยากเกินสติปัญญาอันน้อยนิดของข้าพเจ้าเป็นแน่แท้ แต่ทั้งหมดนั้นมิได้ยากอย่างที่ข้าพเจ้าหวั่นเกรงไว้ในเบื้องแรก มิใช่เป็นเพราะว่าข้าพเจ้าเก่งกาจทางด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพียงแต่ทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าได้รับความอนุเคราะห์แกมบังคับผลักดันจากคนใกล้ชิดผู้มีความรู้ทางด้านนี้ได้ช่วยเป็นธุระจัดการให้ซึ่งต้องขอขอบพระคุณบุคคลท่านนั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย กล่าวมาเสียยืดยาว สิ่งที่ข้าพเจ้าพึงจะบอกก็คือข้าพเจ้าเพิ่งจะเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ในการเขียนแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ตเพียงเมื่อไม่นานมานี้ มิใช่ข้าพเจ้าต้องการจะป่าวประกาศความคิดใดๆ ของข้าพเจ้าออกสู่สาธารณะ เพียงแต่ข้าพเจ้าต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ และที่สำคัญเป็นที่สุดคือข้าพเจ้าต้องการจะปัดฝุ่นรื้อฟื้นทักษะการเขียนที่ถดถอยลงไปพอสมควรนับแต่ข้าพเจ้าออกเดินทางไปยังสถานที่แห่งใหม่ อีกทั้งคำกล่าวอ้างที่ข้าพเจ้ามักพูดกับตัวเองว่าไม่มีเวลานั้นถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็เริ่มไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองพูดสักกี่มากน้อย ข้าพเจ้าหวังว่าข้อเขียนของข้าพเจ้าจะเป็นประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับผู้ที่บังเอิญผ่านมาพบเห็นและแม้กระทั่งกับตัวข้าพเจ้าเองบ้างไม่มากก็น้อย ขอได้รับความขอบคุณ<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=4&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color:#000000;">ถึงแม้ว่าจะเป็นการมาที่ค่อนข้างช้าไปเสียหน่อยแต่ถึงอย่างไรก็ตามขณะนี้ข้าพเจ้าก็มาแล้ว</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> เป็นการมาอย่างเงียบๆ มาอย่างชนิดที่คงไม่มีใครรอคอยด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังให้ระทึกของข้าพเจ้าอยู่เงียบๆ คนเดียว</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> ที่ผ่านมานับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าได้เคยติดตามการแสดงความคิดเห็นในโลกไซเบอร์ของนักเขียนทั้งสมัครเล่นและนักเขียนอาชีพที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นการส่วนตัวและไม่รู้จักทั้งเป็นการส่วนตัวหรือส่วนแขนส่วนขาอะไรทั้งสิ้นทั้งหลายอย่างชนิดที่เรียกได้ว่ากระปริบกระปรอยเต็มทน ถ้าให้ลองวิเคราะห์ตัวเองเล่นๆ ข้าพเจ้าคิดว่าอาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนขี้เขินจึงรู้สึกให้ขยาดๆ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้นั่งอ่านคนรู้จักของข้าพเจ้าแสดงทัศนะต่อสิ่งรอบตัวในเชิงลุ่มลึกเกินกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยสัมผัสกับพวกเขาในทางส่วนตัว หรือถึงแม้ว่าบางครั้งข้าพเจ้าจะได้อ่านการแสดงความคิดเห็นของเพื่อนนักเขียนทั้งสมัครเล่นและอาชีพบางคนอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วและพบว่าข้อเขียนของพวกเขาหลายๆ ชิ้นช่างน่าสนใจหรือบางชิ้นก็ช่างอุดมไปด้วยอารมณ์ขันฉลาดเฉลียวชนิดที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วต้องเผลอหลุดหัวเราะออกมาอย่างชนิดที่ยากจะกลั้นไว้ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้ละเลยที่จะแวะเวียนเข้าไปติดตามอ่านอย่างต่อเนื่องตามวิสัยที่บล็อคเกอร์ที่ดีทั้งหลายพึงปฏิบัติต่อกัน มิพักต้องพูดถึงการทิ้งคอมเมนต์ไว้ให้เจ้าของบล็อคได้อุ่นใจซึ่งข้าพเจ้ามิเคยได้ปฏิบัติแม้เพียงสักครั้ง</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> ข้าพเจ้าคิดว่าสาเหตุโง่ๆ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่วงการเขียนอ่านในโลกไซเบอร์ช้าถึงเพียงนี้นั่นก็คือสันดานเดิมของข้าพเจ้าเองที่มักคิดว่าข้าพเจ้านั้นเขลานักในทางเทคโนโลยี เพราะในกิจวัตรประจำวันของข้าพเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็แค่เพียงในการใช้เป็นอุปกรณ์สำนักงานพื้นฐาน นอกเหนือจากนั้นก็มีไว้สำหรับการเข้าเว็บไซต์อ่านข่าวสาร ดูหนัง ฟังเพลง และดาวน์โหลดภาพทั้งนิ่งและเคลื่อนไหวอีกบางส่วน ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนั้นใช้ทักษะเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพียงน้อยนิด ข้าพเจ้านั่งคิดของข้าพเจ้าเองว่าการอันที่จะให้ข้าพเจ้ามานั่งสมัครเป็นสมาชิกบล็อคและยังต้องมานั่งหาช่องทางเข้าพิมพ์เข้าโพสต์นั้นคงยากเกินสติปัญญาอันน้อยนิดของข้าพเจ้าเป็นแน่แท้</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> แต่ทั้งหมดนั้นมิได้ยากอย่างที่ข้าพเจ้าหวั่นเกรงไว้ในเบื้องแรก มิใช่เป็นเพราะว่าข้าพเจ้าเก่งกาจทางด้านคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพียงแต่ทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าได้รับความอนุเคราะห์แกมบังคับผลักดันจากคนใกล้ชิดผู้มีความรู้ทางด้านนี้ได้ช่วยเป็นธุระจัดการให้ซึ่งต้องขอขอบพระคุณบุคคลท่านนั้นไว้ ณ ที่นี้ด้วย</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> กล่าวมาเสียยืดยาว สิ่งที่ข้าพเจ้าพึงจะบอกก็คือข้าพเจ้าเพิ่งจะเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ในการเขียนแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ตเพียงเมื่อไม่นานมานี้ มิใช่ข้าพเจ้าต้องการจะป่าวประกาศความคิดใดๆ ของข้าพเจ้าออกสู่สาธารณะ เพียงแต่ข้าพเจ้าต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ และที่สำคัญเป็นที่สุดคือข้าพเจ้าต้องการจะปัดฝุ่นรื้อฟื้นทักษะการเขียนที่ถดถอยลงไปพอสมควรนับแต่ข้าพเจ้าออกเดินทางไปยังสถานที่แห่งใหม่ อีกทั้งคำกล่าวอ้างที่ข้าพเจ้ามักพูดกับตัวเองว่าไม่มีเวลานั้นถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็เริ่มไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองพูดสักกี่มากน้อย</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;">ข้าพเจ้าหวังว่าข้อเขียนของข้าพเจ้าจะเป็นประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกับผู้ที่บังเอิญผ่านมาพบเห็นและแม้กระทั่งกับตัวข้าพเจ้าเองบ้างไม่มากก็น้อย</span></h3>
<h3><span style="color:#000000;"> </span></h3>
<h3><span style="color:#000000;">ขอได้รับความขอบคุณ</span></h3>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/badtimestories.wordpress.com/4/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/badtimestories.wordpress.com/4/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=badtimestories.wordpress.com&amp;blog=7947456&amp;post=4&amp;subd=badtimestories&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://badtimestories.wordpress.com/2009/06/02/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/6d4d6437b82f014c478f839987f20663?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">mackham7</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
